ทำไมมีประจำเดือนแล้วถึงท้องเสีย? เปิดสาเหตุที่หลายคนคิดว่าอาหารเป็นพิษ แต่จริง ๆ ไม่ใช่
ผู้หญิงหลายคนเคยมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว หรือเข้าห้องน้ำบ่อยในช่วงที่มีประจำเดือน จนเข้าใจผิดว่าอาจเกิดจากอาหารเป็นพิษหรือกินอะไรผิดเข้าไป แต่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
ในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน ร่างกายจะหลั่งสารที่เรียกว่า พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสารคล้ายฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาเป็นประจำเดือน
อย่างไรก็ตาม พรอสตาแกลนดินไม่ได้ออกฤทธิ์เฉพาะที่มดลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้เร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการถ่ายเหลว ท้องเสีย หรือปวดบิดท้องได้
อาการแบบไหนที่ถือว่าพบได้
- ถ่ายเหลวในช่วง 1–3 วันแรกของประจำเดือน
- ปวดท้องร่วมกับการถ่าย
- เข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ
- อาการดีขึ้นเมื่อประจำเดือนเริ่มลดลง
หากไม่มีไข้ ไม่มีอาเจียนรุนแรง หรือไม่มีเลือดปนในอุจจาระ อาการดังกล่าวมักไม่ใช่เรื่องน่ากังวล
วิธีบรรเทาอาการ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย
- หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหากกระตุ้นอาการ
- พักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีอาการปวดประจำเดือนมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยา
หากคุณเคยสงสัยว่าอาการท้องเสียในช่วงมีประจำเดือนเกิดจากอะไร และควรแยกอย่างไรจากอาการอาหารเป็นพิษหรือโรคทางเดินอาหาร สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ “ไขข้อสงสัย! ทำไมช่วงมีประจำเดือนถึง ‘ท้องเสีย’ ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรผิด”